ดีอีเอส หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันมาตรการป้องกันและ ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนสื่อออนไลน์

นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมหารือกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) เพื่อหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนสื่อออนไลน์ ในการนี้ได้รับฟังปัญหาอุปสรรค การระงับเว็บไซต์ตามคำสั่งศาลของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) เพื่อหามาตรการและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยกระทรวงฯ ได้นำเสนอระบบกลาง เพื่อใช้ประสานแจ้งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) เพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างกระทรวงฯ ผู้ให้บริการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการบูรณาการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้มีผู้แทนจาก กสทช ,กรมทรัพย์สินทางปัญญา,สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ศปอส.ตร. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม MDES ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563

 47 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

นายกรัฐมนตรีสั่งการ ก.แรงงาน เร่งเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานไทยที่สนใจไปทำงานต่างประเทศ หลังสถานการณ์โควิด 19 คลี่คลาย

ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒนา โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้ช่วงครึ่งแรกของปี 2563  ประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว  แต่คาดว่ากิจกรรมด้านเศรษฐกิจจะกลับมาสู่สภาพปกติโดยเร็ว  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งแรงงานไทยเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่ตลาดแรงงานในต่างประเทศต้องการ ทั้งในประเทศที่เป็นคู่เจรจาเดิม และที่เป็นที่นิยมของแรงงานไทย เช่น  ไต้หวัน  สาธารณรัฐเกาหลี  มาเลเซีย  ญี่ปุ่น  อิสราเอล  และในภูมิภาคอื่นทั่วโลกต่างยอมรับเรื่องความมีวินัย และทักษะฝีมือของแรงงาน  ประกอบกับประเทศไทยมีการบริหารจัดการโรคโควิด 19 ได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ
 
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีผู้แทนจากประเทศต่างๆ  เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี อาทิเช่น เอกอัครราชทูตคูเวตได้แจ้งความประสงค์ต้องการแรงงานไทยไปทำงานในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ  โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานร่วมกับภาคเอกชน เร่งเตรียมความพร้อมในการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศให้ได้รับประโยชน์สูงสุด  ได้ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีโอกาสได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ รวมถึงทักษะด้านภาษา ซึ่งหากการเดินทางระหว่างประเทศสามารถทำได้ตามปกติ สามารถจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศได้ทันที ให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายจำนวน  100,000 คน ตามที่ตั้งเป้าไว้ คาดว่าจะทำให้มีรายได้เข้าประเทศกว่า 140,000 ล้านบาท
 
ทั้งนี้ ขอย้ำให้แรงงานไทยที่สนใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เตรียมร่างกาย และทักษะฝีมือไว้ให้พร้อม รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ

 55 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

คนไทยลงทะเบียนใช้แพลตฟอร์ม www.ไทยชนะ.com มากถึงเกือบ 20 ล้านคนแล้ว

 นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย หนึ่งในผู้จัดทำระบบลงทะเบียน www.ไทยชนะ.com ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่าขณะนี้มีคนไทยใช้แพลทฟอร์มไทยชนะแล้วเกือบ 20 ล้านคน พร้อมกับระบุว่าการการเช็คอินและเช็คเอาท์ผ่านแอปพลิเคชั่นไทยชนะจะสะดวกและรวดเร็วกว่าด้วย ซี่งภายในโพสต์ดังกล่าวระบุว่า

“วันนี้มีคนใช้ แพลทฟอร์มไทยชนะแล้ว 19.2 ล้านคน เช็คอินไปแล้ว 75.5 ครั้ง มีโหลดแอป 2 แสนคน รู้มั้ยว่าการเช็คอิน เช็คเอาท์ผ่านแอปง่ายกว่า สะดวกมากกว่า เร็วกว่า แถมบอกเวลาที่ใช้ และยังตรวจสอบ QR ด้วยว่าปลอมหรือไม่ ไม่ขอสิทธิ์ในมือถือ ยกเว้นกล้อง และGPS ตอนหาร้านค้าใกล้ตัว คุณลองแอปไทยชนะแล้วหรือยัง”

 50 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

ททท. และ UNDP Thailand ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Mr. Renaud Meyer, the UNDP’s Resident Representative for Thailand ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงเจตนารมย์ในการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ โดยต้องการนำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ให้มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม
 
บันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นความมุ่งมั่นของ ททท. ในการสร้างความสมดุลในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและการพัฒนาแบรนด์ประเทศไทยให้มีคุณค่าเทียบเท่ากับการท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยได้จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับ The United Nations Development Programme (UNDP) Thailand ซึ่งมีเนื้อหาความร่วมมือใน 4 ข้อ คือ การบูรณาการ SDGs ในกระบวนการทำงานของ ททท. การส่งเสริมให้ SDGs เป็นหลักการพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน การแบ่งปันประสบการณ์การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ ประเทศไทย และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
 
นอกจากนี้ การจัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ร่วมกับ UNDP ยังเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยภายหลังวิกฤตโควิด-19 ที่จะช่วยปรับสมดุล (Rebalance) ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยใหม่เพื่อความยั่งยืน สามารถรักษาธรษรมชาติที่กำลังฟื้นตัวให้คงอยู่ในสภาพอุดมสมบูรณ์ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวบนพื้นฐานของการรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ลดความเลื่อมล้ำทางสังคมและสร้าง วิถีใหม่ในการจัดการท่องเที่ยวแบบ New Norm ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างยั่งยืน
 
ทั้งนี้ ตลอดการทำงาน 60 ปีที่ผ่านมา ททท. ได้ให้ความสำคัญของการส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ริเริ่มโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ขึ้นในปี พ.ศ. 2539 และจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 27 กันยายน (วันท่องเที่ยวโลก) ทุก 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงการสร้างสมดุลทางการท่องเที่ยวอีกมากมาย อาทิ แคมเปญ Amazing Thailand Go Local แคมเปญ 7Greens แคมเปญท่องเที่ยวชุมชน แคมเปญลดโลกเลอะ รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีการยกระดับคุณภาพสินค้าและจัดการความยั่งยืนผ่านโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย อันเป็นผลดีต่อการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น การสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติและการท่องเที่ยว รวมถึงการปลูกจิตสำนึกและสร้างกระแสการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเยือน

 50 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“พาณิชย์”ชวนซื้อสินค้า GI นำ 45 สินค้า ขายตรงผู้บริโภคผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ GI Thailand

“พาณิชย์”จัดโครงการ “ร่วมใจ ช่วย GI ไทย พ้นภัยโควิด” ใช้ช่องทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ GI Thailand จำหน่ายสินค้า GI เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เผยมีสินค้าให้เลือกซื้อ 45 รายการ จาก 35 จังหวัดทั่วประเทศ  

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดโครงการ “ร่วมใจ ช่วย GI ไทย พ้นภัยโควิด” โดยใช้ Facebook Fanpage : GI Thailand เป็นสื่อกลางแนะนำสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ GI ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามปกติ จนเกิดความเสียหายและเกิดปัญหาการขาดรายได้ของเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีผลผลิตออกตามฤดูกาล จึงได้ใช้ช่องทางออนไลน์เข้ามาช่วย เพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามวิถีชีวิตปกติแบบใหม่ (New Normal) ที่คนหันมาใช้ช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น  

“กระทรวงพาณิชย์ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอาศัยสื่อออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19”

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก มีผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการจัดส่งสินค้าแก่ผู้บริโภคผ่านระบบไปรษณีย์และสถานบริการขนส่งเอกชน ตอบรับเข้าร่วมทั้งสิ้น 104 ราย ประกอบด้วยผู้ประกอบการ 45 สินค้า จาก 35 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ลิ้นจี่แม่ใจพะเยา ปลากุเลาเค็มตากใบ กาแฟเมืองกระบี่ ศิลาดลเชียงใหม่ ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน กาแฟดอยตุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และนิลเมืองกาญจน์ เป็นต้น

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า โครงการร่วมใจ ช่วย GI ไทย พ้นภัยโควิด นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ผลิตและผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด–19 แล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของสินค้าชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวและจัดจำหน่ายผ่านช่องทางใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การเติบโตของสินค้า GI อย่างมีคุณภาพ และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างยั่งยืนต่อไป

 48 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

โฆษก ศบค. ยืนยันผู้ที่ผ่านสถานกักกันที่รัฐจัดให้แล้ว สามารถยื่นใบรับรองขออนุญาตไม่เข้ารับการกักตัวของจังหวัด ย้ำให้ทุกคนใช้ชีวิตวิถีใหม่ ร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการหลัก 5 ข้อ

ณ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ตอบคำถามสื่อมวลชนผ่านโซเชียลมีเดียช่วงการแถลงข่าวของศูนย์ข่าวโควิด-19 และสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
 
โฆษก ศบค. ได้กล่าวยืนยันว่า ผู้ที่ผ่าน State Quarantine หรือสถานกักกันที่รัฐจัดให้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการกักกันที่ทางจังหวัดจัดให้ เนื่องจากการเข้ารับการกักตัวใน State Quarantine ครบ 14 วัน จะได้รับการตรวจและดูแลโดยแพทย์ โดยจะได้รับใบรับรองว่าได้กลับมาจากต่างประเทศ และได้ผ่านการกักตัวที่ State Quarantine เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากภูมิลำเนาหรือจังหวัดมีข้อกำหนดให้คนที่เข้ามาจากนอกเขตพื้นที่จะต้องถูกกักตัว ผู้ที่ผ่าน State Quarantine หรือสถานกักกันที่รัฐจัดให้สามารถยื่นใบรับรองนี้และขออนุญาตไม่เข้ารับการกักตัวของจังหวัดได้ ทั้งนี้ หากมีปัญหาใด ๆ สามารถโทรแจ้งได้ที่เบอร์ 1111 ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน
 
โฆษก ศบค. กล่าวถึงกรณีการเตรียมความพร้อมรับมือกับวันหยุดต่าง ๆ ต่อจากนี้ว่า ทางภาครัฐได้มีการดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จะต้องได้รับความร่วมมือใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. ผู้ประกอบกิจการ/กิจกรรม 2. ประชาชน และ 3. ภาครัฐ ซึ่งจะต้องเข้าไปกำกับ ติดตาม ดูแล ให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการหลัก 5 ข้อ หากทุกคนช่วยกัน จะสามารถห่างไกลโรคได้ โดยกรณีการเปิดหาดบางแสน ผู้บริหารท้องถิ่นได้รับทราบปัญหาและมีการแก้ไขปัญหาแล้ว ที่สำคัญคือทุกคนต้องให้ความร่วมมือ
 
โฆษก ศบค. กล่าวย้ำให้ทุกคนใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เนื่องจากหลังจากคลายล็อคเฟสที่ 3 พบประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการหลัก 5 ข้อ ด้วยความพร้อมใจกัน เพราะโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนรักษา ทางเดียวที่จะป้องกันได้คือทุกคนจะต้องสามัคคีร่วมใจให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการ
 
โฆษก ศบค. ได้แนะนำวิธีการออกกำลังกายที่ปลอดภัยจากโรค จะต้องดำเนินตามมาตรการหลัก 5 ข้อ เช่น หากการออกกำลังกายไม่หนักมาก ก็สามารถใส่หน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัยได้ หรือถ้าเป็นการออกกำลังกายที่เหนื่อยมาก ๆ ก็ให้เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร จะต้องหมั่นล้างมือ และทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส ก็จะปลอดโรค ปลอดภัย ส่วนกรณีงานวิ่ง ที่หลายหน่วยงานเริ่มเปิดให้มีการจอง และจะจัดขึ้นในปลายปีนี้  โฆษก ศบค. กล่าวว่า ยังถือว่าเป็นระยะเวลาที่ห่างจากเวลานี้ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ของโลกยังเป็นแนวทแยงขึ้นอยู่ และไม่สามารถตอบได้ว่าจะสามารถจัดกิจกรรมได้หรือไม่  ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของประชาชนและการค้นพบการรักษา หรือยาวัคซีน  ซึ่งการจัดกิจการหรือกิจกรรมต่าง ๆ จะต้องมีการวางแผน ต้องมีแผนรองรับความเสี่ยงนั้นให้ได้ ดังนั้น ยังไม่ขอให้คำตอบว่าสิ้นปีนี้จะมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนอย่างไร โดยขอให้คนทั้งประเทศร่วมมือกันทำให้ดีที่สุด เพื่อให้มีพื้นที่ที่จะเปิดกว้างได้มากขึ้นในปีนี้

 49 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

สพฐ. ชี้แจงแนวทางการจัดการสอบคัดเลือกหรือคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อ (กรณีโรงเรียนมีการจัดสอบ) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่งหนังสือ ที่ ศธ 04006/ว2031 ลงนามวันที่ 2 มิถุนายน 2563 ไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ชี้แจงแนวทางการจัดการสอบคัดเลือกหรือคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อ (กรณีโรงเรียนมีการจัดสอบ) สังกัด สพฐ. ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อให้การดำเนินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 สังกัด สพฐ. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตแจ้งโรงเรียนในสังกัด ดำเนินการสอบคัดเลือกหรือคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อชั้น ม. 1 และ ม. 4 ให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (ศบค.) และแนวทางการจัดการสอบคัดเลือกหรือคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อ (กรณีโรงเรียนมีการจัดสอบ) สังกัด สพฐ. ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังนี้

กรณีโรงเรียนมีการจัดสอบคัดเลือก ให้ปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้
1. การดำเนินการก่อนวันสอบ
1.1ประชาสัมพันธ์ถึงแนวปฏิบัติของผู้เข้าสอบและผู้ปกครองทางออนไลน์
– ผู้เข้าสอบ ผู้คุมสอบ และผู้เข้ามาในบริเวณสนามสอบทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ในวันสอบ
– โรงเรียนต้องประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ กำหนดการสอบและตารางสอบ แผนผังที่นั่งสอบ แผนผังโรงเรียน (ระบุจุดรับส่ง จุดคัดกรอง จุดพักคอย อาคารสอบ) โดยคำนึงถึงหลัก Social Distancing
– โรงเรียนขอความร่วมมือผู้ปกครองมาส่งและมารับผู้เข้าสอบตามเวลาโดยไม่พักคอย หากจำเป็นต้องพักคอย ผู้ปกครองต้องผ่านการคัดกรองและพักคอย ณ จุดที่โรงเรียนกำหนด
– โรงเรียนต้องแจ้งให้ทราบว่าไม่มีบริการจำหน่ายอาหารในวันสอบ
– ข้อกำหนดอื่น ๆ ตามบริบทของโรงเรียน
1.2 ประสานโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อดูแลส่งต่อ

2. การจัดเตรียมห้องสอบ
2.1 กรณีใช้ห้องเรียนปกติ (ขนาด 8 x 8 เมตร) ให้จัดไม่เกินห้องละ 20 คน เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1.5 เมตร และไม่ควรจัดให้สอบในห้องปรับอากาศหรือห้องที่มีสภาพอากาศปิด
2.2 กรณีใช้ห้องเรียนขนาดอื่นหรืออาคารอเนกประสงค์ เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1.5 เมตร และไม่ควรจัด ให้สอบในห้องปรับอากาศหรือห้องที่มีสภาพอากาศปิด
2.3 จัดเตรียมห้องสอบสำรองกรณีผู้เข้าสอบอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไม่จัดในห้องปรับอากาศหรือห้องที่มีโดย สภาพอากาศปิด และเว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 2 เมตร
2.4 ให้ทำความสะอาดพื้นที่ที่นักเรียนต้องใช้ร่วมกันด้วยน้ำยาหรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้

3. การดำเนินการในวันสอบ
3.1 ผู้เข้าสอบ ผู้คุมสอบ และผู้เข้ามาในบริเวณสนามสอบทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า
3.2 คัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าสอบ ผู้คุมสอบ และผู้เข้ามาในบริเวณสนามสอบทุกคน
3.3 จัดให้มีจุดล้างมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์ เจล หรือน้ำยาอื่น ๆ ที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้
3.4 ให้ผู้เข้าสอบพักคอย ยืนยันตัวตน ณ จุดที่กำหนดโดยคำนึงถึงหลัก Social Distancing
3.5 ให้ผู้เข้าสอบทยอยขึ้นห้องสอบ เว้นระยะห่างระหว่างการเดินโดยคำนึงถึงหลัก Social Distancing
3.6 ดำเนินการสอบให้แล้วเสร็จภายในครึ่งวัน (09.00–12.00 น.) โรงเรียนกำหนดวิชาและเวลา ในแต่ละวิชาตามบริบทโรงเรียน
3.7 เมื่อเสร็จสิ้นการสอบ อนุญาตให้ผู้เข้าสอบออกจากห้องสอบทีละห้องสอบ โดยต้องให้ผู้เข้าสอบ เว้นระยะห่างระหว่างการเดินโดยคำนึงถึงหลัก Social Distancing

กรณีการคัดเลือกนักเรียนความสามารถพิเศษ(ถ้ามี)
ให้โรงเรียนดำเนินการปรับใช้แนวทางกรณีโรงเรียนมีการจัดสอบคัดเลือกข้างต้น โดยคำนึงถึงหลัก Social Distancing ทั้งนี้ หากวิธีการคัดเลือกเดิมกำหนดให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกต้องสัมผัสตัวกัน ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการคัดเลือก โดยถือหลักการหลีกเลี่ยงการติดต่อสัมผัสระหว่างกัน

 45 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

คนพิการ ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา “กลุ่มเปราะบาง” เช็กสิทธิ์ผ่าน www.dep.go.th

 ครม.มีมติอนุมัติเยียวยาช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” จำนวนทั้งสิ้น 13 ล้านคน โดยจะมีการมอบให้กับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ โดยกลุ่มคนพิการจะให้เงินเยียวยา 1,000 บาท สำหรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการจำนวนกว่า 2 ล้านคน จากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) โดยไม่ต้องลงทะเบียนใด ๆ ผ่านช่องทางการรับเบี้ยความพิการนั้น

ล่าสุด นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเยียวยาดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

1. คนพิการที่ได้รับเบี้ยความพิการ กรมบัญชีกลางได้โอนเงิน 1,000 บาท เข้าบัญชีคนพิการโดยตรง จำนวนกว่า 1,600,000 คน เมื่อวันที่ 29 พ.ค.63 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

2. คนพิการที่รับเบี้ยความพิการเป็นเงินสด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล และ อบต.) จะจ่ายเป็นเงินสด ให้กับคนพิการจำนวนกว่า 300,000 คน คาดว่าจะจ่ายแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิ.ย.63

3. คนพิการที่ไม่ได้รับเบี้ยความพิการ กว่า 60,000 คนทั่วประเทศ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) จะโอนเงินเข้าบัญชีคนพิการโดยตรง หรือจ่ายเป็นเงินสดให้กับคนพิการ คาดว่าจะจ่ายแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิ.ย.63

อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มเปราะบางที่เป็นคนพิการยังไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว สามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่เว็บไซต์ www.dep.go.th ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.63 และหากหลังวันที่ 15 มิ.ย.63 ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ให้ติดต่อที่ พก. โทร. 0 2354 3388 ต่อ 304, 307 หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ

 44 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

สธ.เฝ้าระวัง โรค COVID–19 กับภาวะอักเสบหลายระบบในเด็ก ยืนยันยังไม่พบในไทย

ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ รศ.พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ แพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ผศ.นพ.วรการ พรหมพันธุ์  กุมารเวชศาสตร์ – โรคหัวใจ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานจากทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วยรุนแรงรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ด้วยลักษณะที่คล้ายกับกลุ่มอาการคาวาซากิ ร่วมกับมีภาวะช็อก คือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ด้วยการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย บางรายที่อาการรุนแรงทำให้เกิดการทำงานของร่างกายล้มเหลวหลายๆ ระบบ พร้อมกับมีภาวะช็อก สมมติฐานเบื้องต้นเชื่อว่ากลุ่มอาการนี้สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 เนื่องจากพบหลักฐานของการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพบเชื้อโดยตรง หรือการตรวจพบการตอบสนองของร่างกาย หรือแอนติบอดีต่อเชื้อโควิด 19 ในผู้ป่วยหลายราย และเรียกภาวะนี้ว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents  (MIS-C)

จากการทบทวนรายงานทางการแพทย์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม ทำให้มีความเข้าใจในภาวะนี้มากขึ้น โดยพบว่า แม้กลุ่มอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกายที่พบในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างกันคือ กลุ่มอาการ MIS-C พบในเด็กโตอายุเกิน 5 ปีได้บ่อยกว่า มีอาการของระบบทางเดินอาหารได้บ่อยถึงร้อยละ 67-100 และบางครั้งเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการอื่นๆ หลายระบบตามมา มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจที่ค่อนข้างรุนแรง และมีระดับของเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน (Triponin, BNPs) ซึ่งไม่ค่อยได้พบในโรคคาวาซากิ และมีปริมาณเกร็ดเลือดที่ค่อนข้างต่ำซึ่งต่างจากโรคคาวาซากิที่มักมีภาวะเกล็ดเลือดสูง บางรายยังมีอาการของระบบประสาทหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย คอแข็ง ในรายที่รุนแรงพบเนื้อสมองบวม แต่สิ่งที่น่ายินดีคือพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีอาการรุนแรง แต่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ เกือบทั้งหมดสามารถหายและกลับบ้าน ได้มีเพียงผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เสียชีวิต

 การรายงานเคสผู้ป่วยในแต่ละภูมิภาคมีความหลากหลาย จึงยากที่จะนำมาวิเคราะห์หาข้อสรุปว่าสัมพันธ์กับการติดเชื้อ COVID-19 มากน้อยเพียงใด องค์การอนามัยโลกจึงพัฒนาฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อช่วยให้สามารถบันทึกข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลเชิงระบาดวิทยา สามารถนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีความน่าเชื่อถือสำหรับกรณีนี้โดยเฉพาะ โดยขอความร่วมมือแพทย์ทั่วโลก บันทึกข้อมูลในแพลตฟอร์ม ชื่อ WHO COVID-19 Clinical Data Platform เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบแนวโน้ม ความรุนแรง และภาระโรค

สำหรับในประเทศไทย กรมการแพทย์ ได้มอบหมายให้สถานพยาบาลทุกแห่ง เฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการเข้าได้กับ MIS-C บันทึกข้อมูลและส่งต่อข้อมูลในกรณีมีเคสที่สงสัย จนถึงปัจจุบัน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ยังไม่พบความผิดปกติดังกล่าว นอกจากนั้น ยังพบว่าอุบัติการณ์ในการเกิดโรคคาวาซากิที่มาเข้ารับการรักษาในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปรียบเทียบกับอัตราที่พบย้อนหลัง ในช่วง 5 เดือนแรกของปี ตั้งแต่ปี 60 จนถึงปี 63 พบว่าในช่วงปี 2563 จำนวนผู้ป่วยคาวาซากิลดลงประมาณกว่าครึ่ง และไม่พบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ MIS-C เหมือนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองพบมีเด็กอาการน่าสงสัยคือไข้สูงเกิน 3 วัน มีอาการทางเดินอาหาร หรือมีผื่นผิวหนัง ตาแดง สามารถปรึกษากุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี call center 1415 เพื่อรับคำแนะนำในการตรวจรักษาที่ถูกต้องต่อไป

 39 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

SME D Bank จับมือ AIYA หนุนผู้ประกอบการไทยใช้เทคโนโลยีดูแลลูกค้า ภายใต้โครงการ Chatbot for SMEs เปลี่ยนการขายออนไลน์ให้ง่าย ด้วยผู้ช่วยอัจฉริยะ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือ SME D Bank ร่วมมือกับ บริษัท มีจีเนียส จำกัด (AIYA) ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยดูแลลูกค้าอย่างมือโปร ภายใต้โครงการ “SME-D Coach Chatbot for SMEs เปลี่ยนการขายออนไลน์ให้ง่าย ด้วยผู้ช่วยอัจฉริยะ” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใช้เทคโนโลยีเข้าไปดูแลลูกค้า ส่งเสริมพฤติกรรมและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในการปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal และเป็นการตอบโจทย์ผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบ CRM และแชทบอท ที่สามารถดูแลลูกค้าได้ง่าย ระบบจัดเก็บฐานข้อมูลลูกค้า ระบบติด Chat tag ที่ค้นหา คัดกรอง ติดตามสถานะของลูกค้าได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว และยังสามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายช่องทางทั้ง LINE และ Facebook ด้วยการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมากกว่า 15 ปี ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการพัฒนาซอฟแวร์ ดูแลลูกค้าทั้งองค์กรขนาดใหญ่ กลุ่มธนาคาร ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ยานยนต์ และธุรกิจขนาดย่อยกว่า 200 ราย กับสิทธิพิเศษสุดๆ สำหรับผู้ที่สมัครผ่านทาง SME D Bank ฟรีทดลองใช้ระบบแชทบอทนาน 2 เดือน ค่าสมัครบริการรายปี รับส่วนลด 30% และค่าสมัครบริการรายเดือน รับส่วนลด 20% ทันที สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครต้องเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนการค้าและพาณิชย์มี LINE Official Account หรือ Facebook fanpage และพร้อมนำระบบ CRM เข้าไปดูแลลูกค้าเดิม เพิ่มลูกค้าใหม่ สร้างยอดขายให้ยั่งยืน สนใจสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ หรือคลิก https://qrgo.page.link/Hpwrr ผู้สมัครจะได้รับการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการ โทร 0-2265-4097 (คุณดาว), 0-2265-4494 (คุณพลอย)

 25 total views

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น